Home เรื่องเล่าตอนเข้าค่าย ประสบการณ์ ของ นักเรียนจาก โรงเรียน สีคิ้ว “สวัสดิ์ผดุงวิทยา” ที่เข้าค่ายอบรมพัฒนาจิต ที่วัดวะภูแก้ว ระหว่างวันที่ 1 - 5 พฤษภาคม 2558
ประสบการณ์ ของ นักเรียนจาก โรงเรียน สีคิ้ว “สวัสดิ์ผดุงวิทยา” ที่เข้าค่ายอบรมพัฒนาจิต ที่วัดวะภูแก้ว ระหว่างวันที่ 1 - 5 พฤษภาคม 2558
Monday, 18 May 2015 04:58

ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ  วัดวะภูแก้ว 


ลำบากแล้วได้ดี  ยอมไหม?

          การเข้ามาเรียนต่อชั้น ม.4 ของโรงเรียนสีคิ้ว  “สวัสดิ์ผดุงวิทยา” นี้ ทุกคนต่างรู้ว่าต้องมาเข้าค่าย ณ วัดวะภูแก้ว  ข้าพเจ้าไม่อยากมาเลย และคิดว่าจะไม่เรียนต่อชั้น ม.4 ที่โรงเรียนนี้   แต่ข้าพเจ้าก็จำใจเรียนที่นี่ เพราะข้าพเจ้าเป็นความหวังของครอบครัว เลยตัดสินใจมาปฏิบัติธรรมครั้งนี้    ข้าพเจ้าปรับตัวกับที่นี่ไม่ได้เลยตั้งแต่มาวันแรกจนถึงวันที่ 4  สำหรับข้าพเจ้าแล้ว  อยู่ที่นี่ลำบากมากไม่สุขสบายเหมือนอยู่ที่บ้าน  เพราะอยู่บ้าน  อยากนอนตอนไหนก็นอน  ตื่นตอนไหนก็ได้  อยากทำอะไรก็ได้ทำ  ไม่อยากทำก็ไม่ทำ  พ่อแม่ทำให้ทุกอย่าง  อยากได้อะไรก็ต้องได้   แต่มาอยู่ที่นี่  ข้าพเจ้าต้องทำตามกฎกติกาทุกอย่าง   ต้องตื่นแต่เช้า  04:30 น.  ซึ่งอยู่บ้านข้าพเจ้าไม่เคยตื่นเช้าอย่างนี้เลย  ต้องนอนกับใครก็ไม่รู้  ทำอะไรก็ต้องทำตามเวลาที่เขากำหนดให้  ข้าพเจ้าอยากกลับบ้านมาก   เมื่อข้าพเจ้าลำบาก  ข้าพเจ้าจะนึกถึงพ่อแม่เป็นอันดับแรก  ทำให้ข้าพเจ้ารู้ว่าเมื่อไม่มีพ่อแม่คอยทำอะไรให้  เราก็ทำอะไรด้วยตัวเองไม่ได้   ข้าพเจ้าถูกพ่อแม่ตามใจมาตลอดเพราะท่านเหลือข้าพเจ้าคนเดียว  พี่สาวของข้าพเจ้าได้สามีตั้งแต่อายุ 15  พ่อแม่สอนข้าพเจ้ามาตลอดว่าอย่าทำเหมือนพี่สาวของข้าพเจ้า  เมื่อมาอยู่ที่นี่ได้นั่งฟังวิทยากรบรรยายเรื่องพ่อแม่ให้ฟัง  ข้าพเจ้ารู้เลยว่าพ่อแม่มีพระคุณต่อข้าพเจ้ามาก   ข้าพเจ้าไม่ควรทำให้ท่านเสียใจอีกเพราะท่านเคยเสียใจเพราะข้าพเจ้ามามากพอแล้ว   กลับบ้านไปข้าพเจ้าจะเป็นเด็กดีของพ่อแม่  ไม่ทำให้ท่านต้องเสียใจอีก   ข้าพเจ้าขอเลิกมีอคติต่อวัดวะภูแก้ว  เพราะวัดวะภูแก้วทำให้คนที่เหมือนสัตว์เดรัจฉานกลับมาเป็นคนได้อีกครั้ง  ขอขอบพระคุณวิทยากรทุกท่าน   อาจารย์ที่นำพาข้าพเจ้าได้มาปฏิบัติธรรมที่วัดวะภูแก้ว  นับว่าเป็นบุญอันยิ่งใหญ่ของข้าพเจ้า   ข้าพเจ้าไม่ลืมเลย
นางสาวสุวรรณี  ทำรัมย
โรงเรียนสีคิ้ว  “สวัสดิ์ผดุงวิทยา”  ชั้น  ม.4/3
เขียนไว้ ณ วันที่ 5 พฤษภาคม 2558



เด็กขี้เกียจได้คิด

          ทำไมต้องมาวัดวะภูแก้ว   ไม่รู้เป็นเพราะอะไรที่ทำให้ฉันไม่อยากมา...   แต่วันนี้ฉันนั่งสมาธิได้นานกว่าวันแรกที่มา   วันที่ 3 ก็เริ่มคิดได้ว่าตัวเองทำอะไรผิดกับแม่บ้าง   ฉันจึงพยายามนั่งให้แม่แล้วก็ทำได้   ฉันคิดได้ว่าพ่อแม่ท่านทำงานหนักหาเงินเพื่อให้เราเรียน  ฉันเป็นคนขี้เกียจไปโรงเรียน  ตอนเช้าแม่ก็ต้องมาปลุก  ถ้าแม่ไม่ปลุก ก็ไม่ตื่น  ฉันทำบาปไว้กับแม่มาก   วันไหนที่ฉันไม่ไปโรงเรียนแม่ก็จะบ่นฉันเป็นประจำ   อยู่บ้านฉันไม่ค่อยทำงานบ้าน  ไม่ช่วยแม่ทำอะไรเลย   ฉันอยากได้อะไรก็ต้องได้  ซึ่งติดนิสัยมาตั้งแต่เด็ก   ฉันเอาแต่ใจตัวเองจนทำให้แม่เสียใจ   การมาวัดวะภูแก้วก็ทำให้คิดได้หลายๆ อย่าง  ฉันอยากจะกลับไปขอโทษแม่  บอกรักท่านซึ่งฉันไม่เคยทำเลย  ท่านคงรอฉันบอกรักอยู่ก็ได้   ฉันไม่คิดเลยว่าการมาวัดวะภูแก้วจะทำให้ความคิดของฉันเปลี่ยนไปมาก    ถึงจะต้องนั่งนานๆ  ก็ได้ฝึกความอดทน   ตอนนี้ฉันดีใจที่ฉันได้มาวัดวะภูแก้ว  วันนี้ก็เป็นวันที่ 5 แล้ว   อีกวันก็จะได้กลับบ้านแล้ว  วันนี้ได้นั่งสมาธิยกพิเศษให้พ่อกับแม่  พอกลับไปฉันก็จะนำความรู้จากวัดวะภูแก้วไปใช้ในชีวิตประจำวัน

 นางสาวอัจฉราภรณ์  สุพลดี
 ร.ร.สีคิ้ว “สวัสดิ์ผดุงวิทยา”  ชั้น ม.4/4
เขียนไว้ ณ วันที่  5 พฤษภาคม 2558

 

พอชินก็สนุกไปเอง

          ก่อนจะมาอบรมที่วัดนี้  ผมเที่ยวบ่อยมากเพราะอยู่ในช่วงปิดเทอม  เที่ยวจนกลับบ้านตีหนึ่งตีสอง  บางครั้งก็ไม่ได้นอนที่บ้านเลย   แต่ไม่ได้เที่ยวทุกวันนะ  บางครั้งก็ไปเล่นกีฬาจนกลับดึก  ปล่อยให้ป้าอยู่บ้านคนเดียว  แต่บางอาทิตย์พ่อก็กลับมาบ้าน (กลับมาแต่พ่อ  เพราะพ่อเลิกกับแม่  จะได้เห็นแม่ก็ช่วงเทศกาลที่แม่กลับบ้านเท่านั้น)  เพราะคิดว่าป้าคงอยู่คนเดียวได้  คงไม่ห่วงเรา  เดี๋ยวตอนเช้าค่อยตื่นมาเปิดร้านให้ก็ได้  (ที่บ้านขายของ)
          แต่พอมาอบรมที่วัดนี้ ตอนแรกๆ ก็ไม่อยากมาเท่าไร   แต่คิดว่าถ้ามาคงจะได้สนิทกับเพื่อนมากขึ้น  ได้อะไรใหม่ๆ จากวัดนี้  มาวันแรกก็เหมือนจะอยู่ไม่ได้เพราะลำบาก   เพื่อนที่มาด้วยก็เป็นผู้หญิง  ผมจึงต้องอยู่คนเดียว  แล้วก็ได้เพื่อนใหม่  อยู่มาหลายๆ วันก็เริ่มสนุก  เริ่มชิน  เวลาสวดมนต์ผมรู้สึกสนุกมาก  ชอบสวดมนต์เสียงดัง  แต่นั่งสมาธิผมปวดเมื่อยมาก  รู้สึกทรมาน  อยากให้ผ่านไปเร็วๆ   แต่เมื่อสักครู่ได้นั่งสมาธิยกพิเศษ   ผมมีความตั้งใจมาก  ก็รู้สึกปวดขาเหมือนกับยกอื่นๆ  แต่ไม่รู้ว่ายกสุดท้ายนี้ทำไมถึงทนได้   การมาอบรมในครั้งนี้ทำให้ผมเป็นคนที่อดทนมากขึ้น  เข้มแข็งมากขึ้น  มีสมาธิมากขึ้น  มีเพื่อน  มีมิตรภาพมากขึ้น
          เมื่อผมกลับไป ผมจะอยู่บ้านให้มากขึ้น  จะมีสติ  ใช้ปัญญาในการแก้ไขปัญหา  จะช่วยแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง   ไม่ทำให้พ่อและป้า และคนที่คาดหวังกับเราได้เสียใจ หรือเสียน้ำตา   แล้วจะตั้งใจเรียนให้สูงๆ  ให้พ่อแม่ผู้ปกครองได้มีหน้ามีตาอยู่ในสังคม  ไม่ให้คนอื่นมาดูถูกได้  ที่นี่มีอะไรให้มากมาย  สร้างคนให้เป็นคนดีได้
นายภคพงษ์  ประกอบผล
โรงเรียนสีคิ้ว  “สวัสดิ์ผดุงวิทยา”  ชั้น  ม.4/5
เขียนไว้ ณ วันที่ 5 พฤษภาคม 2558

ชีวิตรันทดของนักร้องนำวงดนตรีโรงเรียน

          ความรู้สึกก่อนมาเข้าค่ายน่ะค่ะ   รู้สึกว่าไม่อยากมาเลยค่ะว่ามาทำไรว่ะ  น่าเบื่อ   แทนที่จะได้นอนอยู่บ้านพักผ่อนเพราะปิดเทอมหนูไม่ได้ปิดกับเขาเลย  ไปร้องเพลงตลอด  แต่พอมาวันแรกก็รู้สึกเบื่ออยู่ค่ะเพราะไม่เคยทำอะไรนานๆ ขนาดนี้   แต่พอนั่งสมาธิหนูได้เป็นแชมป์ยกแรกเลย  รู้สึกไม่เชื่อตัวเองว่าทำไมทำได้  เพราะหนูเป็นคนไม่อยู่นิ่ง  บ้าๆ บอๆ  ปัญญาอ่อนนิดๆ  ไฮเปอร์  จะอยู่นิ่งนานๆ ไม่ได้ค่ะ  ประทับใจเรื่องการนั่งสมาธิได้เป็นแชมป์หลายยกเลย

 


          เมื่อวิทยากรท่านสอนเรื่องพระคุณพ่อแม่  หนูก็เลยย้อนมาดูตัวเอง  หนูน้ำตาไหลเลยเพราะหนูเคยทำให้ท่านต้องเสียใจ และผิดหวังเพราะหนูอยู่   หนูคิดถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา

 

 


          แต่ก่อนครอบครัวหนูลำบากมาก ๆ ค่ะ  ตอนนั้นหนูอายุประมาณ 4-5 ขวบ  ยายกับตาไม่ยอมรับพ่อ ทำให้แม่ถูกตัดขาดจากการเป็นลูก  พ่อกับแม่จึงพาหนูไปเข้าแคมป์ก่อสร้าง  พ่อหนูก็ทำงานก่อสร้าง  พอได้ค่าจ้างไปเลี้ยงครอบครัวแค่ซื้อข้าวกินไปวัน ๆ แต่พอทำงานนานเข้า  เขาก็โกงค่าแรง  พ่อหนูทำงานเต็มที่  แต่ไม่ได้ตังค์ซักบาท  ไปถามเขา  เขาก็บอกว่าไม่มีไม่ให้  ทำให้ไม่มีตังค์เลยค่ะ  ทำให้หนูกับพ่อแม่กินผัดผักบุ้งใส่เกลือเพราะน้ำปลา,  น้ำตาล ก็ไม่มี   กินแบบนี้เป็นเดือนเกือบสองเดือน  จนวันหนึ่ง ส้วมห้องน้ำที่แคมป์ก่อสร้างเต็ม  พ่อหนูทำให้หนูอึ้งเลยค่ะ  พ่อหนูไปขอเขารับจ้างตักส้วม  เพื่อแลกกับเงินมามาซื้อกับข้าวถุงให้หนูกิน  หนร้องไห้อยากกินไอติม   แม่หนูก็ปิดประตูไว้  ไม่ให้หนูเห็นรถไอติม  แม่หนูก็ร้องไห้  แล้วหนูก็ร้องไห้เพราะหนูหิวไอติม   แม่หนูเดินมาหาหนูแล้วกอดหนู   แม่บอกหนูว่า  แม่ขอโทษ  ที่แม่ไม่มีเงิน ซื้อไอติมให้ลูกกิน  หนูเห็นแม่เก็บเงินวันละ 5 บาท  มีเท่าไหร่ก็แบ่งไปซื้อกับข้าวแค่นั้น   นอกนั้น แม่ก็เก็บใส่กระปุกไว้  แม่หนูสอนให้หนูประหยัด อยากได้อะไร ต้องรู้จักเก็บตังค์เอง จะได้เห็นคุณค่าของข้าวของที่เราได้มา

 


 
          มีอยู่เหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งทำให้หนูรู้สึกผิดมาก  เพราะหนูทำให้แม่ต้องร้องไห้เพราะว่าหนูหนีแม่ไปออกงานร้องเพลง   แม่หนูไม่ให้ไปเพราะว่าหนูป่วยอยู่  หนูก็แอบไป  พอหนูกลับถึงบ้าน  หนูเห็นแม่นั่งรอหนูอยู่  แม่ถามหนูว่ากินข้าวหรือยัง  หนูบอกกินแล้ว  แล้วก็เข้านอน  ตื่นเช้ามาพ่อหนูบอกว่า นัท แม่ร้องไห้  หนูรู้สึกผิดมาก หนูร้องไห้และไปขอขมาพ่อกับแม่   แม่บอกกับหนูแม่ไม่โกรธหนูเลย  แม่แค่เป็นห่วงหนูเพราะหนูไม่สบายอยู่   แล้วก็หนูเชื่อคนอื่นมากกว่าแม่  หนูร้องไห้ขอโทษพ่อแม่
 

 

 

          หนูขอขอบพระคุณ  ท่านคณะครูอาจารย์  อาจารย์วิทยากรทุกท่านที่อบรมพวกหนูมา   ทำให้หนูสำนึกผิด  ทำให้ได้รู้ว่าเราผิดพลาดอะไรไป  และจะไม่ทำอีก  ขอบคุณค่ะ
 


นางสาวกษกร ปลั่งกลาง
 โรงเรียนสีคิ้ว  “สวัสดิ์ผดุงวิทยา”  ชั้น  ม.4/4
เขียนไว้ ณ วันที่ 5 พฤษภาคม 2558

 

 

 

 

 แม่ทำให้ดู

 

          มาวัดด้วยความคิดว่าจะได้มาทำบุญ  แต่เมื่อมาถึงวันสุดท้าย  ข้าพเจ้าก็นำสิ่งที่วิทยากรสอนมาคิดทบทวนอย่างเรื่องพระคุณพ่อแม่   ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงตอนที่แม่ของแม่ก็คือยายของข้าพเจ้าป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านมระยะที่พอสามารถรักษาได้   แม่จึงนำยายจากบุรีรัมย์มารักษาตัวที่โคราช  ช่วงที่ยายมารักษาตัวนั้นตรงกับช่วงก่อนเปิดเทอม 1 เดือน  ยายต้องไปฉายแสงที่โรงพยาบาลทุกวัน   ตอนนั้นข้าพเจ้าอยู่ ม.1  ต้องไปกับยายทุกวัน  ข้าพเจ้าคิดในใจว่า  ข้าพเจ้าไม่อยากมากับยาย  ที่โรงพยาบาลไม่มีอะไรทำแล้วต้องมานั่งรอยายอีก  แต่ถึงกระนั้นข้าพเจ้าก็ต้องพายายไปอยู่ดีเพราะพ่อกับแม่ทำงานเป็นครู  ช่วงปิดเทอมก็ทำงานไม่มีวันหยุด  เหลืออาที่ทำงานโรงพยาบาลสีคิ้ว  บางวันก็ไปทำงาน   บางวันถ้าไม่มีเวรก็จะเป็นคนพายายไปหาหมอ   แต่ถ้าอาไปทำงาน  ลุงก็จะเป็นคนทำหน้าที่ขับรถพายายไปฉายแสง   แล้วช่วงที่ยายได้คิวผ่าตัดก้อนเนื้อที่เต้านมที่โรงพยาบาลนางรองและไม่มีใครว่างเหลือแม่ของข้าพเจ้าที่เป็นพี่คนโตลาโรงเรียนได้  จึงได้พาฉันกับน้องไป  แต่วันรุ่งขึ้นเป็นวันที่ฉันต้องไปทัศนศึกษาที่กทม.  แม่ให้ฉันเลือกว่าจะไปหายายหรือจะไปทัศนศึกษา  ฉันเลือกที่จะไปหายายกับแม่   ทุกวันที่ฉันอยู่กับแม่  ฉันจะเห็นว่าแม่คอยดูแลยายอย่างดี  คอยเช็ดตัว  ป้อนข้าวป้อนยา  ให้กำลังใจ  คอยคุยด้วยเวลายายเบื่อเพราะต้องนอนที่เตียงเป็นอาทิตย์   ต่อมาหมอก็ให้กลับมารักษาตัวที่บ้านได้   อาการของยายก็ดีขึ้นตามลำดับจนมาถึงวันหนึ่งที่ยายล้มในห้องน้ำ   เมื่อพายายไปโรงพยาบาล  หมอก็บอกว่ามะเร็งลามมาถึงก้านสมองแล้วและกินถึงกระดูก  ซึ่งทุกคนก็แปลกใจเพราะครั้งก่อนที่ตรวจก็ไม่พบเนื้องอกหรือเนื้อร้ายที่ไหนอีก  แต่หมอก็ให้มาพักกายพักใจและทำใจเพราะรักษาไม่ได้แล้ว  ทุกคนที่บ้านต่างให้กำลังใจยาย  เปิดเทปธรรมะให้ฟังเพื่อยายจะได้สบายกาย  สบายใจ  ปล่อยวาง  และในที่สุดเมื่อถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2557 ที่ผ่านมา  ทางบุรีรัมย์โทรมาบอกแม่ของฉันว่า  ยายอาการไม่ดีแล้วให้รีบมา   ครอบครัวของฉันจึงรีบไปหายายทันที   เมื่อไปถึง ยายหายใจรวยรินแต่ยายยิ้ม  ร่างกายเหลือง  หลับตาฟังเทปที่พระเทศน์ไปด้วย  แม่ฉันก็ไปพูดกับยายบอกให้ไปสบาย  ปล่อยวาง  นึกถึงพระ  นึกถึงบุญที่เคยทำและขออโหสิกรรม  เพราะว่ายายฉันเคยทำบุญเป็นเจ้าภาพผ้าป่ากฐินบ่อยครั้ง  และชอบไปวัดทำบุญ   จากการที่ฉันเห็นความกตัญญูของแม่ที่ทำกับยาย  คอยดูแล  คอยเอาใจใส่  คอยอยู่เคียงข้างเป็นกำลังใจจนถึงนาทีสุดท้ายของชีวิต และเมื่อฉันโตขึ้น  ฉันจะดูแลแม่อย่างดีเหมือนกับที่แม่เคยดูแลยาย  หนูก็ขอขอบคุณทางโรงเรียน  วิทยากร  ผู้ที่ให้บริการกับหนูและทุกคนที่ให้ได้มาเข้าค่ายอบรมพัฒนาจิตครั้งนี้  ขอบคุณค่ะ
นางสาวญาณิศา พลจันทึก
 โรงเรียนสีคิ้ว  “สวัสดิ์ผดุงวิทยา”  ชั้น  ม.4/5
เขียนไว้ ณ วันที่ 5 พฤษภาคม 2558

 

 

 


 
 

ไม่เสียทีที่เป็นศิษย์เก่าวัดวะภูแก้ว

          ข้าพเจ้าได้เคยมาปฏิบัติธรรมที่วัดวะภูแก้วแล้วครั้งหนึ่ง  เมื่อศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านทุ่งสะแบง ซึ่งอยู่ห่างจากวัดนี้ไม่ไกลนัก  ตอนนั้นข้าพเจ้าได้มาปฏิบัติธรรมเป็นระยะเวลา  3 วัน กับอีก 2 คืน  ข้าพเจ้าจำได้ว่าข้าพเจ้านั่งสมาธิเกินเวลาที่กำหนดได้ 2 ยก  จึงทำให้ข้าพเจ้าได้รางวัลเป็นหนังสือ 2 เล่ม  รูปหลวงพ่อพุธ  1 ใบ และสายสิญจ์สีเหลืองอีก 1 เส้น  ซึ่งขณะนี้ข้าพเจ้าก็ยังใส่อยู่  ขณะที่ข้าพเจ้านั่งสมาธิจะบริกรรมคำว่า  “พ่อ  แม่” เพราะข้าพเจ้าอยากนำบุญกุศลที่ข้าพเจ้าทำส่งไปถึงท่าน   ข้าพเจ้ามีความรู้สึกปวดขามากแต่ข้าพเจ้าก็อดทน  ร่างกายของข้าพเจ้าเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อไหลผ่านหน้า  ผ่านคอเป็นเม็ดๆ  ข้าพเจ้าจำเรื่องราวที่ ดร.ดาราวรรณ สอนได้เกือบทั้งหมด เพราะข้าพเจ้าตั้งใจฟัง
          ขณะนี้ข้าพเจ้ากำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4  ได้มีโอกาสมาปฏิบัติธรรมที่วัดนี้อีกครั้ง  ข้าพเจ้าดีใจที่จะได้นำบุญครั้งนี้ไปฝากพ่อแม่อีก  และข้าพเจ้าตั้งใจนั่งสมาธิเพื่อให้ตนเองมีความอดทน  เพราะข้าพเจ้าเชื่อว่า “ชนะใจตัวเองสะใจที่สุด”  ข้าพเจ้านั่งได้หลายยกกว่าตอน ป.6 เพราะด้วยระยะเวลาในการมาเข้าค่ายมีตั้ง  5 วัน  4 คืน  ตั้งแต่วันที่ 1-5 พฤษภาคม 2558  ข้าพเจ้าจะรู้สึกสบายและรู้สึกดีทุกครั้งที่ออกจากสมาธิเมื่อนั่งเกินเวลาที่กำหนดทำให้ข้าพเจ้าใจเย็นขึ้น
          ด้วยประสบการณ์ที่ข้าพเจ้าเคยมาปฏิบัติธรรมที่วัดวะภูแก้วแล้วและอาจจะเป็นเพราะข้าพเจ้าตั้งใจฟังขณะที่ ดร.สอน  จึงทำให้ข้าพเจ้าตอบคำถามได้หลายครั้งมากกว่าเพื่อนคนอื่นๆ  เพราะข้าพเจ้าจำขณะที่มาปฏิบัติธรรมตอน ป.6 ได้  ข้าพเจ้าจึงได้รางวัลมากมาย มีรูปหลวงพ่อพุธ 5 ใบ กล่องปากกา 1 กล่อง และ สมุด หนังสือ 1 เล่ม  เพราะความรู้รอบตัวจากการอ่านหนังสือในห้องสมุดที่โรงเรียนบ้านทุ่งสะแบงของข้าพเจ้าเอง  การตอบคำถามทำให้ข้าพเจ้ามีความกล้าแสดงออกในสิ่งที่ดี  ที่ถูกต้องและไม่อายที่จะทำความดีเลย  และข้าพเจ้าได้ผลดีจริงๆ จากการนำสูตรของพี่ปุ้ยไปใช้ในการเรียนและบางข้อ ข้าพเจ้าก็ยังจำได้อยู่แม้กระดาษฉบับนั้นจะหายไปแล้ว  และคำสอนของ ดร. บางเรื่องข้าพเจ้าก็ยังจำได้อยู่ถึงเวลาจะผ่านมาแล้ว 3-4 ปี (ตอน ป.6 – ม. 4)
นางสาวอังคณา น้อยจันทร์
 โรงเรียนสีคิ้ว  “สวัสดิ์ผดุงวิทยา”  ชั้น  ม.4/4
เขียนไว้ ณ วันที่ 5 พฤษภาคม 2558

 

 


 
 

รักพ่อคนนี้ที่หนูเคยเกลียด

  


          ทุกคนส่วนใหญ่ก่อนที่จะมาวัดวะภูแก้วต่างคิดเหมือนกันว่า  ไม่อยากมาเลยและข้าพเจ้าก็อยู่ในคนส่วนใหญ่นั้น   เมื่อมาถึงจึงอยากจะกลับบ้าน ถึงวันสุดท้ายนี้หนูก็ยังอยากจะกลับบ้านแต่อยากกลับเพราะอยากไปกราบขอบพระคุณคุณพ่อคุณแม่  ถึงแม้ว่าพ่อของข้าพเจ้าจะทิ้งข้าพเจ้าไปตั้งแต่ข้าพเจ้าอายุ  3 เดือน  ญาติผู้ใหญ่บอกข้าพเจ้าว่า  พ่อเจ้านะไม่ดี  ไม่รักเจ้า  ข้าพเจ้าจึงมีอคติและคิดไม่อยากจะรู้จักพ่อคนนี้  แต่เมื่อถึงวันนี้ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการปฏิบัติธรรม  ข้าพเจ้าเข้าใจถึงพระคุณของผู้เป็นพ่อที่แม้ว่า จะไม่เคยเลี้ยงดูข้าพเจ้ามา  แต่ถ้าไม่มีพ่อคนที่ข้าพเจ้าไม่รู้จักคนนี้  ข้าพเจ้าก็ไม่รู้ว่าจะได้มาเจอเพื่อนดี ๆ  โรงเรียนดีๆ  แบบนี้ไหม  จะได้มาปฏิบัติธรรมได้มีโอกาสได้ทำบุญหรือเปล่า  ข้าพเจ้าอยากจะกลับไปกราบคุณพ่อผู้ให้กำเนิดเมื่อยังไม่สาย
          ข้าพเจ้าอยากจะกลับมาวัดวะภูแก้วอีกครั้ง  อยากให้ครอบครัวของข้าพเจ้าได้มาปฏิบัติธรรมร่วมกัน  ณ  วัดแห่งนี้ได้ให้คำสอนดี ๆ มากมาย  เมื่อกลับไปข้าพเจ้าไม่มีอะไรมากนักที่จะปรับเปลี่ยนนอกจากอคติที่มีต่อพ่อผู้ให้กำเนิด  ประสบการณ์ที่ดีต่อสถานที่แห่งนี้มีมากมาย   ให้ข้าพเจ้าเขียนหนึ่งหน้ากระดาษก็คงไม่หมด และสุดท้ายนี้  ก่อนที่ทุกคนจะมาถึงจุดนี้  วันสุดท้ายก็ต้องผ่านอะไรมากมายที่ไม่อยากทำ   ขอให้เราอดทน  ให้นึกถึงว่าเมื่อพ่อหรือแม่ได้รับกุศลผลบุญ  พ่อแม่จะมีความสุข  และหนูก็จะพูดคำเดียวและพูดตลอดไปว่า  หนูรักพ่อกับแม่

 

นางสาวฐิติมา เพชรทูล
 โรงเรียนสีคิ้ว  “สวัสดิ์ผดุงวิทยา”  ชั้น  ม.4/2
เขียนไว้ ณ วันที่ 5 พฤษภาคม 2558

 


 
 

 

ขอบคุณแม่ ที่ให้หนูได้เกิดมาดูโลก

          ตั้งแต่ข้าพเจ้าเกิดมาก็ไม่เคยเห็นหน้าพ่อแม่เลยแม้แต่ครั้งเดียว  อาศัยอยู่กับตายายมาตั้งแต่เกิด   บางทีข้าพเจ้าก็แอบน้อยใจร้องไห้อยู่หลังบ้านคนเดียว   ความคิดตอนนั้น ข้าพเจ้าเกลียดพ่อและแม่มากเพราะเกิดเรามาทำไมไม่เลี้ยงดูลูกเหมือนคนอื่น  พอถึงวันแม่ข้าพเจ้าก็นั่งร้องไห้   ไม่มีพ่อและแม่ให้กอดเหมือนลูกคนอื่นเขา   มีแต่ตาและยายที่เลี้ยงดูข้าพเจ้ามาตั้งแต่เกิด    รักข้าพเจ้าเหมือนลูกแท้ๆ   ข้าพเจ้าเรียกตาและยายว่าพ่อและแม่มาตั้งแต่ยังเล็กๆ   ท่านสั่งสอนให้ข้าพเจ้าเป็นเด็กดี  ตั้งใจเรียน  จะได้ไม่ลำบากเหมือนเหมือนตาและยายที่ต้องหาเช้ากินค่ำ  ตาและยายของข้าพเจ้าต้องเหนื่อยกับข้าพเจ้ามาก็มาก   ข้าพเจ้าอยากได้ของเหมือนคนอื่น  เช่น  โทรศัพท์,  เสื้อผ้าสวยๆ  ตาและยายก็บอกว่าได้ทุกอย่างนะลูก แต่ต้องรอกว่ายายจะหาได้มา
          เมื่อมาวัดวะภูแก้ว  ดร.ดาราวรรณ ได้สอนเรื่องพระคุณพ่อและแม่ว่า  แม่มีพระคุณมาก  ต้องตั้งท้องเราเก้าเดือน  คลอดเรามา  เลือดก็ต้องเสียมาก  ถึงท่านจะไม่ได้เลี้ยงเรามาแต่ท่านก็มีพระคุณกับเรามาก   ทำให้เราเกิดมาดูโลกจนถึงทุกวันนี้   การที่ข้าพเจ้าเกิดมาไม่มีทั้งพ่อและแม่ก็คงจะเป็นกรรมของเราเองที่ชาติที่แล้วคงทำกับคนอื่นไว้เยอะ   เมื่อข้าพเจ้าได้คิดหายเกลียดแม่เลยเพราะท่านท้อง  ข้าพเจ้าขอบคุณแม่มากที่ทำให้ข้าพเจ้าได้เกิดมาดูโลก   ไม่ทำแท้ง   ฆ่าข้าพเจ้าทิ้ง  ข้าพเจ้าคิดได้แล้วว่าเราไม่ควรเกลียดท่านแม้แต่นิดเดียว    ไม่รู้ว่าตอนนี้แม่ของข้าพเจ้าอยู่ไหน  ข้าพเจ้าจะตั้งจิตอธิฐานแผ่บุญให้แม่ของข้าพเจ้าและข้าพเจ้าจะกลับไปกราบเท้าคุณตาและคุณยายที่เลี้ยงดูเรามา   ตอนนี้รู้แล้วว่าท่านสองคนมีพระคุณต่อเราเป็นอย่างมาก  ข้าพเจ้าตั้งใจจะเรียนให้สูงๆ  หาเงินมาเลี้ยงดูท่าน  เหมือนท่านเลี้ยงดูเรามาเป็นอย่างดี  ขอขอบคุณค่ายนี้เป็นอย่างมากที่ทำให้ข้าพเจ้าได้อะไรหลายอย่าง
นางสาวจันทิมา ขุลาศรี
 โรงเรียนสีคิ้ว  “สวัสดิ์ผดุงวิทยา”  ชั้น  ม.4/2
เขียนไว้ ณ วันที่ 5 พฤษภาคม 2558

สำนึกได้เพราะในหลวง

          ข้าพเจ้าขอกล่าวตรงๆ เลยว่าข้าพเจ้าไม่ค่อยอยากมาปฏิบัติพัฒนาจิตที่วัดวะภูแก้วสักเท่าไร   และเชื่อว่าอีกหลายๆ คน ก็คงเป็นแบบข้าพเจ้า  วันแรกที่ข้าพเจ้ามาถึง   ข้าพเจ้ารู้สึกว่า วัดนี้น่าอยู่ เย็นสบาย  แต่ก็คงเป็นแค่บรรยากาศ  ในวันแรกข้าพเจ้ารู้สึกเบื่อหน่ายในการปฏิบัติต่างๆ  ทั้งการสวดมนต์  นั่งสมาธิ  ข้าพเจ้าคิดเสมอว่าเมื่อไรข้าพเจ้าจะได้กลับบ้าน   แต่เวลามันช่างเดินช้าเหลือเกิน  ในวันที่สองข้าพเจ้าก็เบื่อหน่ายเหมือนอย่างวันแรก   พอวันที่สามข้าพเจ้าก็พยายามไม่เบื่อหน่ายแต่ข้าพเจ้าก็อดไม่ได้ที่จะนับวันรอให้ถึงวันที่ 5 พฤษภาคม เร็วๆ   แต่วันที่ 4 ได้ฟังเรื่องพระมหากษัตริย์ยอดกตัญญู  ทำเอาข้าพเจ้าน้ำตาไหลพรากออกมา   ข้าพเจ้ารู้สึกละอายใจ  ขนาดพระเจ้าแผ่นดินยังสามารถทำอย่างนี้ได้   ข้าพเจ้าเป็นแค่สามัญชนธรรมดายังไม่กล้าที่จะบอกรักพ่อแม่สักคำ  ข้าพเจ้าขอสัญญาว่าข้าพเจ้ากลับไปถึงที่บ้านแล้วข้าพเจ้าจะกลับไปบอกรักท่าน  กอดท่าน  ทำดีกับท่าน  ให้ดีที่สุดเท่าที่ข้าพเจ้าจะทำได้
นางสาววาสนา อัดสูงเนิน
 โรงเรียนสีคิ้ว  “สวัสดิ์ผดุงวิทยา”  ชั้น  ม.4/5
เขียนไว้ ณ วันที่ 5 พฤษภาคม 2558


ในหลวง 

ก้มหน้ารับกรรม

          แต่ก่อนฉันเป็นคนที่ไม่ค่อยเชื่อเรื่องบาปบุญซักเท่าไหร่  อยากจะทำบาปก็ทำ  วันไหนนึกอยากจะทำบุญก็ทำแล้วแต่อารมณ์ตัวเอง   ตั้งแต่เกิดจนโตใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ มาโดยตลอด  ชีวิตกำลังไปได้ดี  โรงเรียนก็ให้ทุนไปศึกษาวัฒนธรรมที่ประเทศจีน  เหมือนชีวิตกำลังจะไปได้สวย   แม่ก็พาย้ายมาต่างจังหวัดเสียก่อนด้วยเหตุผลที่ว่าพ่อโดนจ้างออกจากงาน  ชีวิตเปลี่ยนไป ไม่ได้ใช้เงินเยอะเหมือนแต่ก่อน  ชีวิตก็ไม่ได้สบายเท่ากับตอนที่อยู่กรุงเทพฯ  เริ่มอคติกับพ่อแม่ โทษว่าพ่อแม่ตัดอนาคตเรา  แต่พอมาวันนี้อาจารย์ดาราวรรณได้สอนอะไรหลายๆ อย่าง   ตอนนี้รู้แล้วว่ามันคงเป็นกรรมเก่าของเรา  หลังจากนี้จะทำตัวให้ดีขึ้น  จะไม่มีอคติ  จะใช้ชีวิตแบบที่เป็นไม่ฟุ่มเฟือย  ขอขอบคุณทางโรงเรียนที่พามาอบรมในครั้งนี้และขอขอบคุณคุณครูวิทยากรทุกๆ ท่าน ที่ทำให้รู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดจากการกระทำทั้งสิ้น   ทำให้รู้จักความอดทน   ทำให้รู้ว่าพ่อแม่คือผู้ประเสริฐที่สุดในชีวิตของลูก
นางสาวประภาพร ป้องมาตย์
 โรงเรียนสีคิ้ว  “สวัสดิ์ผดุงวิทยา”  ชั้น  ม.4/8
เขียนไว้ ณ วันที่ 5 พฤษภาคม 2558

 




Last Updated on Monday, 01 June 2015 03:23
 

ค้นหา (พิมพ์คำที่ต้องการค้นหา แล้วกดปุ่ม Enter)

น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย

Banner

เข้า Facebook ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ วัดวะภูแก้ว

Banner

แห่เทียนพรรษา 2558

Banner

ฐานิยปูชา 2556

Banner

www.thaniyo.net

Banner

ฐานิยปูชา 2555

Banner

เชิญชม วิดีโอ การแสดงธรรมของ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

Banner

วัดป่าสาลวัน

Banner

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

Banner

palungdham.com

Banner

ฐานิยปูชา 2553

Banner

visitwallpapers.com

Banner

สำรวจความคิดเห็น

เหตุผล สำคัญที่สุด ในการเข้ารับการอบรมพัฒนาจิต ที่วัดวะภูแก้ว ?
 

แบบสำรวจความคิดเห็น

วัดวะภูแก้วควรปรับปรุงเรื่องใดมากที่สุด
 

แบบสำรวจ

พระสงฆ์ในทัศนะของท่าน ?
 

โปรดแสดงความคิดเห็นของท่านได้ที่สมุดเยี่ยม

Banner